ซาลาห์,โอริกี้จัดให้! ลิเวอร์พูลแรงไม่หยุดบุกเชือดมิลานซิวชัยรวด6นัดชปล.

299 views 1:45 pm 0 Comments December 9, 2021

 

ถึงแม้เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายเรียบร้อย แต่ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ก็ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยส่งท้ายรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม บี ด้วยการบุกสอย เอซี มิลาน 2-1 ถึง ซาน ซิโร่ เมื่อคืนวันอังคารที่ 7 ธันวาคม ที่ผ่านมา พร้อมทำสถิติคว้าชัยเว็บคาสิโนออนไลน์อันดับ1รวด 6 นัด ขณะที่ “ปีศาจแดง-ดำ” รั้งอันดับสุดท้ายของกลุ่ม ไม่ได้แม้กระทั่งไปลุยต่อในถ้วย ยูฟ่า ยูโรปา ลีก
สนาม : ซาน ซิโร่

สเตฟาโน่ ปิโอลี่ กุนซือ เอซี มิลาน เน้นสุดๆ ในเกมนี้ โดยใช้ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยืนหน้าเป้า ส่วนทาง เจอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่ ลิเวอร์พูล ปรับถึง 8 ตำแหน่งจากเกมลีกนัดล่าสุดที่บุกเชือด วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 1-0 แต่ยังคงให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ สตาร์ทเป็นตัวจริงในแดนหน้า ขณะที่ อลีสซง เบ็คเกอร์ ลงเฝ้าเสาให้ “หงส์แดง” เป็นนัดที่ 150 พร้อมได้สวมปลอกแขนกัปตันทีม

เกมช่วง 20 นาทีแรก ยังไม่มีประตูเกิดขึ้น แต่เป็น ลิเวอร์พูล ที่ครองบอลทำเกมบุกได้มากกว่าเจ้าถิ่น

(Goal!!!) นาทีที่ 29 มิลาน ขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะได้ลูกเตะมุม ซึ่ง อลีสซง เบ็คเกอร์ ปัดบอลออกมาเข้าทาง ฟิคาโย่ โทโมรี่ ยิงซ้ำเข้าไปแบบจ่อๆ

(Goal!!!) อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 36 ลิเวอร์พูล ตีเสมอเป็น 1-1 จากผลงานของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ตามซ้ำลูกยิงของ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน เข้าไปอย่างเฉียบขาด ชนิดที่ ไมค์ เมนญ็อง นายทวาร “ปีศาจแดง-ดำ” หมดสิทธิ์ป้องกัน และถือเป็นประตูที่ 20 รวมทุกรายการของ “บังโม” ในซีซั่นนี้

หลังจากได้ประตูตีเสมอ ลิเวอร์พูล ก็กลับมาเป็นฝ่ายเล่นได้เหนือกว่า มิลาน อีกครั้ง แต่ก็ไม่มีฝ่ายใดทำประตูเพิ่มได้

จบครึ่งแรก เอซี มิลาน เสมอ ลิเวอร์พูล 1-1

(Goal!!!) นาทีที่ 55 กลายเป็น ลิเวอร์พูล ที่พลิกนำ 2-1 จากจังหวะที่ โทโมรี่ ครองบอลไม่ดี ถูก มาเน่ แย่งบอลไปยิงติดเซฟ เมนญ็อง และเป็น ดิว็อค โอริกี้ ตามโหม่งซ้ำ ส่งบอลเสียบใต้คานเข้าไป

ช่วงเวลาที่เหลือยังคงเป็น ลิเวอร์พูล ที่มีรูปเกมดูดีกว่า แถมเกือบได้ประตูเพิ่มจากการหลุดเข้าไปยิงข้ามคานของ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ซึ่งถึงแม้ช่วงท้ายๆ มิลาน พยายามเปิดเกมรุกเข้าใส่ แต่แนวรับ “หงส์แดง” ก็ต้านทานได้อย่างแข็งแกร่ง

จบเกม ลิเวอร์พูล บุกเชือด เอซี มิลาน ถึง ซาน ซิโร่ 2-1 คว้าชัย 100% ในรอบแบ่งกลุ่ม ขณะที่ “ปีศาจแดง-ดำ” จบที่อันดับสุดท้าย ตกรอบโดยที่ไม่ได้ไปลุยต่อในถ้วย ยูฟ่า ยูโรปา ลีก อีกด้วย โดยการจับสลากประกบคู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 13 ธันวาคมนี้ เวลา 18.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

รายชื่อนักเตะที่ลงสนาม

เอซี มิลาน (4-3-3) : ไมค์ เมนญ็อง – ปิแอร์ กาลูลู (อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่ น. 64), ฟิคาโย่ โทโมรี่, อเลสซิโอ โรมันโยลี่, เตโอ แอร์กน็องเดซ – ฟร้องค์ เคสซิเย่, ซานโดร โตนาลี่ (อเล็กซิส ซาเลเมคเกอร์ส น. 64), ราเด้ ครูนิช (ตีเอมูเอ้ บากาโยก้า น. 83) – จูเนียร์ เมสซิอาส, บราฮิม ดิอาซ (อิสมาแอล เบนนาเซอร์ น. 59), ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

เทรนเนอร์ : สเตฟาโน่ ปิโอลี่

ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เนโก วิลเลี่ยมส์ (คอนเนอร์ แบรดลี่ย์ น. 90+2), อิบราฮิมา โกนาเต้, นาธาเนียล ฟิลลิปส์, คอสตาส ซิมิกาส – ไทเลอร์ มอร์ตัน, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน, ทาคุมิ มินามิโนะ (แม็กซ์ โวลท์แมน น. 90+2) – โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (นาบี เกอิต้า น. 64), ดิว็อค โอริกี้ (ฟาบินโญ่ น. 80), ซาดิโอ มาเน่ (โจ โกเมซ น. 64)

เทรนเนอร์ : เจอร์เก้น คล็อปป์

ผู้ตัดสิน : แดนนี่ มัคเคลี (เนเธอร์แลนด์)

อ้างอิง
https://www.siamsport.co.th/football/international